|
ตาฮีตี
( Tahiti )
สาธารณรัฐฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีพื้นที่
551,600 ตารางกิโลเมตร นอกจากนั้น
ยังมีดินแดนในความปกครองที่อยู่นอกประเทศฝรั่งเศสอีก
เรียกว่าดินแดนโพ้นทะเล หรือ DOM ( Départements d' Outre-Mer )
และ TOM ( Territoire d' Outre-Mer )
แต่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม
2003 ฝรั่งเศสได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตัด
TOM ออกไป กลายเป็นเรียกแบบใหม่ว่า ประชาคมโพ้นทะเล
( Collectivité d’ Outre-mer – COM ) ซึ่งในภาษาพูดก็ยังคงเรียกดินแดนในความปกครองนอกประเทศฝรั่งเศสรวมๆว่า
DOM-TOM ดินแดนเหล่านี้ประกอบด้วย ลา
กัวเดอลูป ( la Guadeloupe ) ลา กุยยาน
( la Guyane ) ลา มาร์ตินิก ( la Martinique )
ลา เรอูนิอง ( la Réunion ) ลา
โปลีเนซี ฟร็องเซส ( la Polynésie française )
มาย็อต ( Mayotte ) แซ็ง ปิแอร์ เอ มิเกอลง
( Saint-Pierre-et-Miquelon ) วัลลิส เอ ฟูตูนา
( Wallis-et-Futuna ) ลา นูแวล กาเลโดนี
( La Nouvelle - Calédonie ) เกาะบริเวณอันตาร์กติก
( les Terres australes et antarctiques françaises - TAAF )
หมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย ( les Îles Éparses
) เกาะกลิแปร์ต็อน ซึ่งบางทีก็เรียกว่า เกาะปาซิอง
( L’ île de Clipperton, l' île de la Passion ) เมื่อรวมดินแดนเหล่านี้เข้าไปด้วย
ฝรั่งเศสจะมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 675,417
ตารางกิโลเมตร
ดินแดนโพ้นทะเลเหล่านี้มีผู้แทนราษฎรของตนไปนั่งในสภาที่กรุงปารีด้วย
โดยตามธรรมดาสภาผู้แทนราษฎร ( Assemblée Nationale )
ของฝรั่งเศสจะได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั่วประเทศ มีวาระ
5 ปี จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 577
คน ซึ่งในจำนวนนี้ 555
ที่นั่งมาจากเขตเลือกตั้งในประเทศ และที่เหลืออีก 22
ที่นั่งมาจากดินแดนในปกครองนอกประเทศ
ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศสโดยเฉพาะที่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิคเรียกว่า
โปลีเนซี ฟร็องเซส ( Polynésie française )
ตรงนี้ห่างจากประเทศออสเตรเลียไปทางตะวันออกประมาณ 6,000
กิโลเมตร
มีอำนาจในการปกครองตนเองตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่
2004-192 ออกเมื่อวันที่
27 กุมภาพันธ์
2004 อย่างไรก็ตาม
ถ้าเป็นเรื่องการป้องกันประเทศและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน
ฝรั่งเศสจะเป็นผู้ดูแลจัดการ นอกจากนั้น
ดินแดนเหล่านี้ต้องใช้ภาษาฝรั่งเศส ถ้าจะใช้ภาษาท้องถิ่นก็ได้
แต่ก็ต้องมีภาษาฝรั่งเศสกำกับไว้ด้วย
ตาฮีตีถือว่าเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโปลีเนซี ฟร็องเซส
ตั้งอยู่แถบมหาสมุทรแปซิฟิคตอนใต้ ในหมู่เกาะที่เรียกว่า อิล เดอ ลา
โซซิเอเต ( Îles de la Société )
แต่ก่อนเขาเรียกตาฮีตีว่า โอตาเฮอิเต ( Otaheite )
แล้วก็ยังเคยถูกตั้งชื่อว่า เกาะกษัตริย์จอร์จที่ 3
มีประชากร 169,674
คนจากการทำสำมะโนประชากรเมื่อปี 2002
เมืองหลวงของตาฮีตี คือ ปาเปเอเต ( Papeete )
ซึ่งใครๆมักเรียกกันผิดๆ ว่า ปาเป็ต ไม่เว้นแม้แต่คนฝรั่งเศสเองก็เถอะ

ตาฮีตีมีพื้นที่ทั้งหมด
1,048 km²
ตอนกลางมีเขาสูงที่สุด คือ โอโรเฮนา (
Orohena ) สูง
2,241
เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ตัวเกาะเต็มไปด้วยภูเขาไฟ
รูปร่างของตาฮีตีมีลักษณะกลมๆคล้ายกับสองเกาะ ใหญ่กับเล็ก
ถูกเชื่อมติดกันด้วยคอคอดที่มีชื่อว่า ตาราเวา (
Taravao )
พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือจะมีขนาดใหญ่กว่ามาก
มีชื่อตามภาษาท้องถิ่นว่า ตาฮีตี นุย ( Tahiti Nui
) ซึ่งก็แปลว่า ตาฮีตี ใหญ่ มีความเจริญ ถนนหนทาง น้ำ ไฟพร้อม
ผู้คนส่วนใหญ่จึงอาศัยอยู่ในส่วนนี้ โดยเฉพาะ รอบๆกรุงปาเปเอเต
ส่วนพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ เรียกว่า ตาฮีตี อีตี ( Tahiti
Iti ) หรือ ตายาราปู ( Taiarapu )
แปลว่า ตาฮีตี เล็ก ค่อนข้างจะโดดเดี่ยว
ยิ่งถ้าเป็นแถบตะวันออกเฉียงใต้สุด ซึ่งกินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของตาฮีตี
อิตีด้วยแล้ว จะเข้าถึงได้ก็ต้องไปทางเรือหรือเดินป่าเลยทีเดียว
ภูมิอากาศเป็นแบบป่าดงดิบ
มีฝนตกชุกตลอดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนเมษายน
นอกจากการประมงแล้ว
ผืนดินที่นี่ก็มีความอุดมสมบูรณ์ พร้อมด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร
ทำให้ตั้งแต่ช่วง1700 – 1200 ปีที่ผ่านมา
เริ่มมีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานจากตองกาและซาโมอา จนเมื่อวันที่
18 มิถุนายน 1767
ซามูเอล วอลลิส ( Samuel Wallis )
นักเดินเรือชาวอังกฤษนำเรือหลวงดอลฟินมาถึง
นับเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ขึ้นฝั่งตาฮีตี
และเป็นคนตั้งชื่อเกาะแห่งนี้ว่า เกาะกษัตริย์จอร์จที่ 3
ซึ่งความจริงก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 1606
ก็มีเรือสเปนแล่นมาพบเกาะตาฮีตีแล้ว
แต่ไม่ได้ให้ความสนใจอยากยึดเป็นอาณานิคม
หรือแม้แต่ติดต่อค้าขายด้วยก็ไม่สน อย่างไรก็ตาม
คนที่ทำให้ตาฮีตีดังไปทั่วยุโรปก็คือ ลุย-อ็องตวน เดอ บูแก็งวิล (
Louis-Antoine de Bougainville )
นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ซึ่งมาถึงตาฮีตีในเดือนเมษายน 1768 หมอนี่นำบันทึกการเดินทางของเขาไปลงพิมพ์ใน
วัวยาช โอตูร์ ดู มงด์ ( Voyage autour du Monde
) หนังสือที่รวบรวมเรื่องราวการเดินทางรอบโลก
โดยพรรณนาถึงความเป็นสวรรค์บนดินของตาฮีตี ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส
มีแต่ความสุข สดชื่น ปราศจากเรื่องราวยุ่งเหยิง แก่งแย่ง
โกงกินอย่างที่เห็นกันทั่วไปในเมืองที่มีความเจริญทางด้านวัตถุ
ตาฮีตีได้โอกาสต้อนรับกัปตันเจมส์
คุก ( James Cook ) ในปี 1774
เขาเป็นทั้งนักสำรวจ นักเดินเรือชาวอังกฤษ
และยังเป็นนักทำแผนที่อีกด้วย เจมส์
คุกคนนี้แหละที่เดินทางไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกสามครั้ง
ซึ่งก็ได้ทำแผนที่แนวชายฝั่งไว้ส่วนใหญ่
เขาเป็นคนหนึ่งที่ทำการสำรวจประเทศออสเตรเลียและยึดเป็นอาณานิคมของอังกฤษด้วย
ตอนนั้นคาดว่าตาฮีตีมีประชากรราว 120,000
คนแล้ว ซึ่งหลังจากเจมส์ คุกมา
ก็เริ่มมีเรือต่างๆแวะเวียนมาถี่ยิบ
คราวนี้ก็เลยเป็นที่มาของอบายมุขและมีโรคต่างๆเข้ามาแพร่ในชุมชนแห่งนี้
ไม่ว่าจะเป็นการค้าประเวณี เกิดกามโรค มีการขายเหล้า ขายเบียร์ ในปี
1797 ตาฮีตีเจอทั้งไข้รากสาดใหญ่ (
Typhus ) และฝีดาษ ( Variole )
เล่นงาน ผู้คนล้มตายกันหมด จนมีประชากรเหลือเพียง 16,000
คน แล้วก็ลดจำนวนลงอีก จนเหลือแค่ 6,000
คนเท่านั้น
ในปี 1842
ตอนนั้นฝรั่งเศสซึ่งมีปัญหากับอังกฤษอยู่แล้วเรื่องโมร็อกโค พลเรือตรี
อาเบล โอแบร์ ดูเปอตี ตูอาร์ ( Abel Aubert Dupetit Thouars
)
ผู้รับผิดชอบกองเรือฝรั่งเศสในแปซิฟิคเข้าขับไล่จอร์จ พริทชาร์ด
( George Pritchard )
มิชชันนารีและกงสุลชาวอังกฤษออกจากตาฮีตี แล้วเจรจากับราชินีโปมาเรที่
4 ( Pomare IV )
ของตาฮีตีเพื่อให้ตาฮีตีเข้าเป็นดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศส
ทั้งๆที่รัฐบาลฝรั่งเศสเองก็ไม่ได้สนับสนุนการกระทำของดูเปอตี ตูอาร์
เพราะไม่ต้องการมีเรื่องบาดหมางกับอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ในปีรุ่งขึ้น
ดูเปอตี ตูอาร์ไม่สน เขานำทหารเรือขึ้นฝั่งตาฮีตี
ผนวกดินแดนเป็นของฝรั่งเศส จับพริทชาร์ดใส่กรงแล้วส่งกลับอังกฤษไป
พูดถึงราชินีโปมาเรที่ 4 นั้น ฉายาของเธอคือ
“ ไอมาตา ” (
Aimata ) แปลว่า คนกินลูกนัยน์ตา
ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของผู้ครองตาฮีตีที่จะต้องกินลูกนัยน์ตาของศัตรู
องค์นี้สิ้นพระชนม์ในปี 1877
ในช่วงนั้น
ชาวตาฮีตีทำสงครามต่อต้านฝรั่งเศส และดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงปี
1847 หลังจากนั้น
ตาฮีตีก็ตกเป็นดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศส จนกระทั่งวันที่ 29
มิถุนายน 1880
กษัตริย์โปมาเรที่ 5 ( Pomare V )
ซึ่งขึ้นครองต่อจากราชินีโปมาเรที่ 4
พระราชมารดา ถูกบังคับให้สละราชสมบัติและเสียเอกราชให้ฝรั่งเศส
แล้วเมื่อจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี
1946 ตาฮีตีก็กลายเป็นอาณาเขตโพ้นทะเลของฝรั่งเศส

ปัจจุบัน ตาฮิตีมีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว ซึ่งสถิติในปี 2004
มีนักท่องเที่ยวเกือบ 2 แสนคน นับเป็น 91.4 %
ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่มาเยือนโปลีเนซี ฟร็องเซส
การเล่นกระดานโต้คลื่นเป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะทางใต้
ที่หมู่บ้านเล็กๆชื่อว่า เตอาฮูโปโอ ( Teahupoo )
มีคลื่นยักษ์เป็นเกลียวทรงพลังสูงถึง 9 เมตร
ท้าทายและดึงดูดใจนักเล่นกระดานโต้คลื่นจากทุกมุมโลก
นอกจากนั้นก็มีการเลี้ยงไข่มุกดำที่ส่วนใหญ่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่นและทวีปยุโรป ชาวตาฮีตีนั้นถือว่ามีสัญชาติฝรั่งเศส
พวกเขามีสิทธิอย่างสมบูรณ์เหมือนคนฝรั่งเศสทุกประการ
แต่ก็ยังมีการพูดถึงการแยกตัวเป็นเอกราช ซึ่งเรื่องนี้ ประธานาธิบดีชัก
ชีรัก
ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในโอกาสที่เข้าร่วมประชุมสุดยอดฝรั่งเศส-โอเชเนียครั้งที่
2 เมื่อกลางปี 2006 ว่า
เขาไม่คิดว่าคนตาฮีตีส่วนใหญ่อยากจะแยกตัวเป็นอิสระ
แต่ก็จะเปิดโอกาสให้มีการทำประชามติในอนาคต
กษิติ กมลนาวิน
Tahiti
La France est le pays le plus grand d’Europe. Sa
superficie est de 551.600 km². En dehors de la métropole, la France
dispose de territoires sous son administration qui sont les Dom-Tom.
Cependant, le terme de Collectivités d'outre-mer ou COM doit être
utilisé depuis la révision constitutionnelle du 28 mars 2003 pour
désigner certains territoires de la République française. Il s’agit
de la Guadeloupe, la Martinique, la Guyane, la Réunion, la Polynésie
française, Mayotte, Saint-Pierre et Miquelon, Wallis-et-Futuna, la
Nouvelle-Calédonie, les Terres australes et antarctiques françaises,
les iles Eparses, l’ile de Clipperton et l’ile de la Passion. Ce qui
fait que le territoire total ferait 675.417 km².
La Polynésie française est un ensemble d’archipels
français, situé dans l’Océan Pacifique, environ 6 000 km à l’est de
l’Australie. Actuellement régie par la loi organique n° 2004-192 du
27 février 2004, elle bénéficie d'une large autonomie politique. En
tant que collectivité d’outre-mer française, la défense et le
maintien de l’ordre sont gérés par les forces françaises et la
langue française reste obligatoire dans l’enseignement et la
justice. Les langues natives polynésiennes peuvent être utilisées,
mais doivent être accompagnées de traductions françaises.
Tahiti est la plus grande ile de la Polynésie
française. Située dans le Pacifique Sud, dans l’archipel des iles de
la Société. Tahiti fut jadis nommée Otaheite puis ile de Georges
III. Sa superficie est de 1.048 km² et sa population avoisine
166.000 habitants. La capitale est Papeete. Au centre de l’ile se
trouve le mont Orohena culminant à 2.241 m au-dessus du niveau de la
mer. L’ile est parsemée de volcans et sa forme est celle de 2
cercles (un grand et un petit) reliés par par l’istme de Taravao :
Tahiti Nui (grand Tahiti) et Tahiti iti (petit Tahiti). C’est en
fait à Tahiti Nui que vit la majeure partie de la population,
notamment à Papeete et sa périphérie.
En dehors de la pêche, le territoire tahitien et
riche et son agriculture abondante. Le 18 juin 1767, Samuel Wallis,
navigateur anglais, à bord du Dolphin, découvre l’ile et la nomme
l’ile de Georges III. Cependant en 1606, on note qu’un navire
espagnol est passé au large de l’ile sans y accorder aucune
importance. Ce fut Louis-Antoine de Bougainville, en avril 1768, qui
fera connaître Tahiti à toute l’Europe en évoquant dans le Voyage
autour du monde que Tahiti représente le Paradis sur terre et que sa
population souriante est remplie de gentillesse et de bonheur.
Actuellement, Tahiti compte le tourisme comme
majeure partie de ses ressources avec près de 200.000 touristes par
an représentant 91,4% du total des touristes en Polynésie française.
La pratique du surf est très prisée, surtout au sud de l’ile, dans
le petit village de Teahupoo. On y trouve des rouleaux géants de 9 m
de hauteur défiant les amoureux du surf du monde entier. Une autre
activité rémunératrice de l’ile est la culture de perles noires
exportées surtout vers les E-U, le Japon et l’ Europe.
Les Tahitiens disposent du total statut du citoyen
français. On note cependant des pourparlers d’indépendance. Sur ce
dernier point, le président Jacques Chirac a déclaré au cours du
sommet France-Océanie, à la mi-2006, qu’il ne pensait pas que la
majeure partie des Tahitiens désirent se séparer de la France, mais
qu’il leur donnerait la possibilité de s’exprimer lors d’un prochain
référendum.
Texte de Kasiti KAMALANAVIN
Traduit par Mondop LAMACHE

|