|
|
|
|
EYE ON SPORTS โดย กษิติ กมลนาวิน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 11 กรกฎาคม 2550 เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ 2/3 ความจริงในยุคต้นศตวรรษที่ 20 นั้น ประเทศฝรั่งเศสมีการแข่งขันจักรยานทางไกลอยู่แล้วคือ รายการปารี-เบรสต์-ปารี ( Paris-Brest-Paris ) ซึ่งมีหนังสือพิมพ์ เลอ เปอตี ชูร์นัล ( Le Petit Journal ) เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ นอกจากนั้นยังมีรายการบอร์โด-ปารี ( Bordeaux-Paris ) โดยมีหนังสือพิมพ์ เลอ เวโล ( Le V้lo ) ที่แปลว่า จักรยาน เป็นผู้สนับสนุน แล้วในปี 1903 เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ก็ก่อกำเนิดขึ้นมาจากความคิดของ เชโอ เลอแฟฟร์ ( G้o Lef่vre ) นักหนังสือพิมพ์อีกค่ายหนึ่งคือ โลโต ( L’ Auto ) เพื่อเป็นคู่แข่งบารมีกับการแข่งขันจักรยานที่จัดๆกันอยู่นั่นเอง โลโต สปอนเซอร์หลักของการแข่งขัน เป็นหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับรถยนต์ ซึ่งในปัจจุบันได้กลายมาเป็นหนังสือพิมพ์กีฬาชื่อดังของฝรั่งเศส คือ เลกิปป์ ( L’ ษquipe ) นั่นเอง เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์นี้ เป็นต้นแบบของการมอบเสื้อรางวัลสัญลักษณ์คือ เมื่อจบการแข่งขันในแต่ละช่วง ก็จะมีการมอบเสื้อให้นักปั่นน่องเหล็กประเภทต่างๆ ซึ่งเสื้อก็จะเป็นสีแตกต่างกัน ที่เยี่ยมยอดที่สุดคือ เสื้อสีเหลือง ( Yellow Jersey ) เพราะเป็นสัญญลักษณ์ของผู้นำเวลารวม เสื้อเหลืองนี้ฝรั่งเศสเรียกว่า ไมโย โชน ( Maillot Jaune ) แต่คนอเมริกันคงจะออกเสียงไม่เป็น จึงเรียกเพี๊ยนๆว่า เมลโล จอน แล้วก็กลายมาเป็นชื่อเรียกกันเล่นๆในหมู่เพื่อนร่วมทีม US Postal/Discovery Channel ที่เรียก แลนซ์ อาร์มสตรอง แชมป์เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ 7 สมัยชาวสหรัฐว่า เมลโลว์ จอห์นนี ( Mellow Johnny ) ซึ่งก็ดูเหมือนว่า แลนซ์จะภูมิอกภูมิใจในนิคเนมดังกล่าวมาก เวลาหมอนี่จองห้องพักในโรงแรมจึงมักใช้นามแฝงว่า Johnny Mellow หรือ Jonathan Mellow การแข่งขันในยุคต้นๆ ยังไม่ได้มีการมอบเสื้อเหลืองกันหรอก เขาให้เป็นปลอกแขน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักปั่นจักรยานเกิดความท้าทาย มีแรงฮึด ใครเป็นผู้นำเวลารวมอยู่ ก็ได้สวมปลอกแขน ถ้าในสเตจต่อไปดันเสียตำแหน่งผู้นำ ก็ต้องเสียปลอกแขนไปให้คนอื่นที่ขึ้นมาแทน ต่อมาในปี 1913 จึงเริ่มมีการคิดกันว่า อยากให้คนที่กำลังเป็นผู้นำเวลารวมนั้นสวมเสื้อที่เห็นเด่นชัดกว่าคนอื่นหน่อย แล้วอ็องรี เดกร็องช์ ( Henri Desgrange ) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โลโต ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการจัดการแข่งขันก็เป็นคนตัดสินใจใช้เสื้อสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของผู้นำเวลารวม โดยไอเดียสีเหลืองก็มาจากหนังสือพิมพ์ของเขาที่เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ ซึ่งมีหน้ากระดาษเป็นสีเหลืองนั่นเอง ในปี 1919 เดกร็องช์ประกาศอย่างเป็นทางการเรื่องการใช้เสื้อสีเหลือง และมอบเสื้อสีเหลืองให้ผู้นำเวลารวมขณะนั้นคือ เออแชน คริสตอฟ ( Eug่ne Christophe ) นักปั่นน่องเหล็กชาวฝรั่งเศสในวันที่ 18 กรกฎาคม 1919 ซึ่งในวันรุ่งขึ้นเสื้อสีเหลืองก็ถูกสวมโชว์เป็นครั้งแรกในช่วงเส้นทางจากเมืองเกรอนอบล์-เชอแนฟ ( Grenoble-Gen่ve ) เสื้อสีเขียว ( Green Jersey ) มอบให้ผู้นำคะแนนรวมในประเภทสปรินท์ เริ่มกันตั้งแต่ปี 1953 ในยุคแรกๆ ผู้ที่ปั่นเข้าเส้นชัยในแต่ละสเตจจะได้เป็นคะแนนเสีย ถ้าเป็นลำดับต้นๆ คะแนนเสียที่ได้รับก็น้อย ถ้ายิ่งได้ลำดับใกล้บ๊วย คะแนนเสียยิ่งมาก เมื่อจบแต่ละสเตจก็เอาคะแนนมารวม ใครมีคะแนนเสียน้อยที่สุดก็ได้กรีน เจอร์ซี แต่ในปี 1959 มีการเปลี่ยนวิธีให้คะแนนใหม่ โดยเขาจะให้เป็นคะแนนบวกแทน ใครมาลำดับต้นๆก็ยิ่งได้คะแนนมาก แล้วก็นำมารวมผลเพื่อหาคนสวมเสื้อสีเขียว ส่วนที่มาของสีเขียวก็มาจากสีหลักของบริษัทผู้ผลิตเครื่องตัดหญ้ารายหนึ่งที่เป็นสปอนเซอร์...อีกแล้ว เสื้อสีขาวมีลายเป็นเม็ดกลมสีแดง ( Polka dot jersey ) เป็นเสื้อสำหรับนักปั่นขึ้นเขาที่นำคะแนนรวม อันนี้เริ่มมาจากในปี 1933 อ็องรี เดกร็องช์สังเกตเห็นว่า ในช่วงปั่นขึ้นเขานั้น บีเซนเต ตรูเอบา ( Vicente Trueba ) นักปั่นสเปนมีความทรหดเป็นเลิศ เขาปั่นขึ้นถึงยอดเขาก่อนใครเกือบทุกสเตจ แต่หมอนี่ปั่นขาลงได้เห่ยมาก จึงไม่เคยได้แชมป์สเตจเลย เดกร็องช์จึงตัดสินใจตั้งรางวัลสำหรับนักปั่นขึ้นเขาตั้งแต่บัดนั้น แต่สำหรับรางวัลที่ให้เป็นเสื้อสีขาวลายเม็ดกลมสีแดงนี้ กว่าจะมีการมอบให้ The King of the Mountains จริงๆก็ปาเข้าไปปี 1975 ลายดังกล่าวถูกออกแบบให้ดูฉูดฉาดเข้ากันได้ดีกับผลิตภัณฑ์ของสปอนเซอร์อีกจ้าวหนึ่งคือ ช็อกโกแล็ตชื่อดังของฝรั่งเศสยี่ห้อปูแล็ง ( Poulain ) เสื้อสีขาว ( White Jersey ) สำหรับนักปั่นเยาวชนที่นำเวลารวม เยาวชนที่ว่านี้ต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปีในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการแข่งขัน เดิมทีตั้งแต่ปี 1968 เขาให้รางวัลเสื้อสีขาวสำหรับผู้นำคะแนนรวมถึง 3 ประเภทคือ เวลารวม คะแนนรวมในประเภทสปรินท์และนักปั่นขึ้นเขา เรียกว่า Combination แล้วมาเปลี่ยนแปลงในปี 1975 โดยเยาวชนผู้นำเวลารวมได้สวมเสื้อสีขาว ส่วนรางวัลผู้นำคะแนนรวม Combination เพิ่งกลับมาใหม่ในปี 1980 ได้สวมเสื้อพื้นสีขาว มีแต้มสีเหลือง สีเขียว และเม็ดกลมแดงในตัวเดียวกัน เอาซะเลอะเลย ซึ่งรางวัลนี้ก็ไปๆมาๆตามสปอนเซอร์ และในที่สุดก็เลิกไปตั้งแต่ปี 1989 ยังไม่จบครับ วันพุธหน้ามาว่ากันต่อ |