|
|
|
|
EYE ON SPORTS โดย กษิติ กมลนาวิน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 5 กันยายน 2550 สิทธิประโยชน์แบ่งกันมั่ง ในสมัยนี้เราต้องยอมรับว่า กีฬาเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้คนทั่วโลก และยังสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการกีฬา ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรง หรืออาจจะไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกันเลย แต่ก็สามารถนำมาเชื่อมโยง พลอยได้รับผลบุญไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา สโมสร ห้างร้าน ผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือหน่วยธุรกิจที่หลากหลาย และเม็ดเงิน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เข้ามามีบทบาทในวงการกีฬาอย่างมาก ช่วยทำให้วงการกีฬาพัฒนาก้าวไปไกล ตั้งแต่ยุคปี 70 ธุรกิจแรกที่เข้ามาสนับสนุนวงการกีฬาก็คือ ผู้ผลิตสินค้าอุปกรณ์กีฬา โดย อาดีดาส เป็นจ้าวแรกที่ให้เงินสนับสนุน ผ่านทางเกมการแข่งขันนั่นแหละ ใช้เป็นช่องทางแสดงภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ของตน ทำให้ผู้คนรู้จักกันอย่างแพร่หลาย คุ้นชินต่อผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนี้ กลายเป็นเครื่องการันตีในคุณภาพไปโดยปริยาย สมัยนั้นใครจะเล่นฟุตบอล ก็คงต้องซื้อรองเท้าอาดีดาสมาใส่ เตะไปก็รู้สึกวิเศษกว่าคนอื่น คือถ้าใส่รองเท้ายี่ห้ออื่น มันดูแล้วไม่คุ้น รู้สึกไม่ชัวร์ ไม่แน่ใจในมาตรฐาน บางรายยิ่งแย่ ใส่รองเท้าโนเนมแล้ว พลอยรู้สึกเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ยังไงก็ไม่รู้ ต่อมาก็มีผลิตภัณฑ์จ้าวอื่นๆทยอยเข้ามาให้เงินสนับสนุนแลกกับการโฆษณาภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ของตนคือ นายกี้ และ รีบ็อค หลังจากนั้น ธุรกิจด้านอื่นๆก็เริ่มให้ความสนใจเข้ามาร่วมสนับสนุนวงการกีฬาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นอาหารฟาสฟูดอย่าง แม็คโดนัลด์ เครื่องดื่ม โคคา โคลา บัตรเครดิต วีซ่า ผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ โกดัค ฟูจิ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับแสงสว่าง ฟิลิปส์ นอกจากนั้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยังมีอีก 2 ตัวละครที่มีส่วนสำคัญในธุรกิจกีฬาคือ สื่อมวลชนค่ายยักษ์ อย่าง Murdoch, Turner และ Canal+ รวมทั้งบรรดานักธุรกิจมหาเศรษฐีที่เข้ามาทุ่มเงินลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนกลับไป เป็นอันว่าธุรกิจอะไรก็สร้างผลประโยชน์ให้กับตนเองผ่านทางวงการกีฬาได้ทั้งนั้น ทำให้เม็ดเงินที่โปรยลงมานั้น มหาศาลเหลือเกิน ในหลายประเทศที่วงการกีฬาเฟื่องฟูนั้น เมื่อเขามีเงินจำนวนมาก ก็จัดสรรแบ่งเงินไปค้ำจุนให้นักกีฬาและสโมสรต่างๆที่เป็นตัวละครสำคัญดำรงอยู่ได้อย่างดี อย่างในประเทศฝรั่งเศส ลีกฟุตบอลของเขาได้รับมอบอำนาจจากบรรดาสโมสรที่รวมตัวกันเป็นสหพันธ์ ให้เป็นตัวแทน ทำการบริหารสิทธิประโยชน์ และจัดการแข่งขัน ลีกเป็นผู้ผูกขาดการขายสิทธิการถ่ายทอดการแข่งขันทางโทรทัศน์ ซึ่งเงินที่ได้มาจากการถ่ายทอดเท่าไรนั้น 50 เปอร์เซนต์จะถูกแบ่งไปเฉลี่ยให้สโมสรในลีกเอิงแต่ละสโมสรเท่าๆกัน 13 เปอร์เซนต์ให้แก่ทีมในดิวิชั่น 2 ไปแบ่งกัน 5 เปอร์เซนต์นำไปตั้งกองทุนเพื่อเจียดเงินสนับสนุนให้แก่ทีมสมัครเล่น ส่วนเงินเข้าลีกนั้นเป็นจำนวนเพียง 3 เปอร์เซนต์ และอีก 1 เปอร์เซนต์นำมาให้สหภาพนักฟุตบอล ส่วนที่เหลือก็นำไปแบ่งให้ทีมในลีกเอิงอีก แต่ส่วนนี้จะแบ่งสัดส่วนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับแต่ละทีมเองว่าได้รับความสนใจมากน้อยขนาดไหน มีแมตช์ถ่ายทอดให้ผู้ชมได้ชมมาก ก็ได้มาก นั่นคือ ขึ้นกับฟอร์มการเล่น สีสันของแต่ละสโมสร ซึ่งในฤดูกาล 2006-2007 ที่ผ่านมานั้น สถานีโทรทัศน์กานัล ปลุส ( Canal + ) จ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ให้กับลีกจำนวน 600 ล้านยูโร ทำให้สโมสร โอแล็งปิก ลิอ็อนเน หรือ ลิอง ทีมแชมป์ลีกเอิงได้ไปถึง 44.5 ล้านยูโร ในขณะที่ทีมบ๊วยอย่าง ตรัว ( Troyes ) ได้รับส่วนแบ่งเพียง 13 ล้านยูโร และการเจรจาต่อรองค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดโทรทัศน์ของฟุตบอลฝรั่งเศสสำหรับปี 2008-2011 เขาจะเริ่มกันในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะต้องได้ข้อยุติก่อนเดือนกันยายน 2008 ถ้าเป็นในประเทศอังกฤษ ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดโทรทัศน์ปีหนึ่งๆเป็นเงินมหาศาลถึง 1.4 พันล้านยูโร ซึ่งตามปกติ ทีมระดับแชมป์จะได้รับส่วนแบ่งมากกว่าทีมบ๊วยร่วมๆ 8 เท่า ในขณะที่ระบบของสเปนนั้น แต่ละสโมสรคุยกับสถานีโทรทัศน์เอง ทีมไหนโชว์ฟอร์มดี มีแฟนมากก็ย่อมต่อรองได้มาก อย่าง สโมสรเรอัล มาดริด ฤดูกาลที่แล้วก็รับไปเนื้อๆ 165 ล้านยูโร คราวนี้มาดูกันว่านักกีฬา เขาได้รับค่าจ้างกันเท่าไรบ้าง นิตยาสาร เลกิป ( L’ Equipe ) เคยมีการสำรวจจากบรรดานักกีฬาอาชีพที่มีรายได้สูงที่สุด 50 คนแรกของฝรั่งเศสนั้น ในจำนวนนี้ 44 คนเป็นนักฟุตบอล นอกนั้นที่เหลือเป็นนักบาสเก็ตบอล นักขับรถแข่ง และนักเทนนิส อย่างละ 2 คน ซึ่งบรรดานักกีฬาอาชีพทั้ง 50 คนรวมกัน มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 3.88 ล้านยูโร โดยคนกวาดเงินไปมากที่สุดนั้น มีรายได้ปีละ 13 ล้านยูโร ส่วนที่ได้เงินน้อยที่สุดก็ 1.6 ล้านยูโร ซึ่งรายได้ของนักเตะอาชีพของฝรั่งเศส โดยเฉพาะในลีกเอิงฤดูกาล 2006 ก็คงเปรียบไม่ได้กับของทางฝั่งอังกฤษ พวกเขามีรายได้เฉลี่ยเพียงเดือนละ 38,800 ยูโรเท่านั้น นี่ถือว่าดีแล้วนะ เพราะเพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อปี 2004 ถึง 40 เปอร์เซนต์ ในขณะที่นักเตะในเพรอมิเอ ลีก อังกฤษได้รับเงินเดือนเฉลี่ยคนละ 145,000 ยูโร เห็นอย่างนี้แล้ว ท่านผู้อ่านก็คงจะนึกออกว่า เงินที่ได้จากกีฬาก็นำกลับไปพัฒนาวงการกีฬานั่นเอง ไม่ได้จ้องจะเอาเข้ากระเป๋าใครซะหมดหรอก |