HOMEBIOSGALLERYARTICLESSATELLITE TVCONTACTS

กษิติ กมลนาวิน พรรคเพื่อแผ่นดิน เบอร์ 1 เขต 9 ธนบุรี คลองสาน บางกอกใหญ่ จอมทอง

 
EYE ON SPORTS โดย กษิติ กมลนาวิน

26 มีนาคม 2551

 

ยิ่งใหญ่ ไม่ต้องโกง

 

                   เมื่อถึงวันที่ 17 พฤษภาคม อันเป็นวันแข่งขันนัดสุดท้ายของฟุตบอลลีกฝรั่งเศส โอแล็งปิก ลีอ็อนเน ( Olympique Lyonnais - OL ) คงคว้าแชมป์ ลีกเอิง ฟุตบอลลีกสูงสุดของฝรั่งเศสไปครองเป็นสมัยที่ 7 อย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากที่ครองแชมป์มาแล้ว 6 ฤดูกาลที่ผ่านมา และตอนนี้เหลือการแข่งขันอีก 8 นัด ลีอง กำลังนำจ่าฝูง โดยมีคะแนนทิ้งห่าง ชีรงแด็ง เดอ บอร์โด ( Girondins de Bordeaux ) ทีมอันดับ 2 ถึง 9 คะแนน

                   ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลฝรั่งเศสไม่เห็นมีทีมไหนเคยครองแชมป์ติดต่อกันได้มากขนาดนี้ ดีที่สุดก็ 4 สมัยซ้อน อย่าง แซ็ง เตเตียน ( Saint Etienne ) ในช่วงปี 1967-70 หรือ โอแล็งปิก เดอ มาร์แซย ( Olympique de Marseille ) ในยุคที่มี แบร์นาร์ ตาปี ( Bernard Tapie ) นักแสดง พิธีกร นักธุรกิจ และนักการเมืองเป็นประธานสโมสร และมี ช็อง ปิแอร์ ปาแป็ง ( Jean-Pierre Papin ) เป็นศูนย์หน้า ช่วงปี 1989-1992  ซึ่งความจริงในฤดูกาล 1992-1993 มาร์แซย ก็จบฤดูกาลด้วยตำแหน่งที่ 1 น่าจะได้แชมป์เป็นสมัยที่ 5 ติดต่อกัน แต่ถูกปูดเรื่องยัดเงินทีมวาล็องเซียนให้ล้มบอล สหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศสจึงปรับให้ลงไปเล่นในดิวิชัน 2 โดยถือว่าปีนั้นไม่มีแชมป์

                   หันไปมองประวัติแชมป์ในลีกของประเทศแถวหน้าอื่นๆดูบ้าง เช่น สเปน อังกฤษ อิตาลี หรือ เยอรมนี ก็ไม่พบว่ามีการครองแชมป์ผูกปีกันนานขนาดนี้  นับว่าเป็นความสำเร็จที่ ลีอง สร้างเป็นประวัติศาสตร์เลยทีเดียว และผู้ที่มีส่วนสำคัญในความสำเร็จที่ว่านี้คงไม่ใช่ ผู้จัดการทีม หรอกครับ เพราะช่วงที่ ลีอง ได้แชมป์นั้น ผลัดเปลี่ยนโค้ชไปถึง 4 คน ตั้งแต่ ชัก ซ็องตีนี ( Jacques Santini ) โปล เลอ เกว็น ( Paul Le Guen ) เชราร์ อุลลิเอ ( Gerard Houllier ) และคนล่าสุด อแล็ง เปแร็ง ( Alain Perrin ) ผมว่า ใครมาเป็นโค้ช ก็ได้แชมป์  ดังนั้นก็ต้องให้เครดิตที่ประธานสโมสร

                   ช็อง มิเชล โอลาส ( Jean-Michel Aulas ) หรือที่บางคนเรียกว่า ชีแอ็มอา ” ( JMA ) ประธานสโมสร โอแล็งปิก ลีอ็อนเน ได้รับแรงบันดาลใจจาก แบร์นาร์ ตาปี มาตั้งแต่ปี 1987  โดยตอนนั้น เขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จกลายเป็นมหาเศรษฐีจากการดำเนินธุรกิจบริษัททำบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้นในปี 1983 และใช้เวลาเพียง 4 ปี จากบริษัทเล็กๆจนมีพนักงานเป็นพันคน  หมอนี่มีฟุตบอลอยู่ในหัวใจอยู่ก่อนแล้ว  ซึ่งเขามักได้รับเชิญให้ร่วมรายการทางโทรทัศน์ชื่อ อ็องบิซิอง ( Ambitions ) ที่ ตาปี เป็นพิธีกรอยู่บ่อยๆ  แล้ววันหนึ่งในงานเลี้ยงหลังจากที่รายการดังกล่าวออกอากาศ นักข่าวหนังสือพิมพ์ถาม ตาปี ว่า คุณคิดว่าใครจะสามารถกู้สถานการณ์อันย่ำแย่ของ ลีอง ที่กำลังจมกองหนี้สิน แถมอยู่ท้ายตารางดิวิชัน 2 ใกล้ตกชั้นลงไปอีกได้  แบร์นาร์ ตาปี ตอบว่า โอลาส ต้องเป็นประธานสโมสร โอแอ็ล นั่นทำให้เป็นข่าวใหญ่ลงหน้าหนึ่งทันที

                   วันที่ 15 มิถุนายน 1987 โอลาส ตอบรับเข้าดำรงตำแหน่งประธานสโมสร และเริ่มจัดการกับปัญหาหนี้สินทีละเปลาะ จนเวลาผ่านไป 13 ปี ในปี 2000 โอแล็งปิก ลีอ็อนเน กลายเป็นสโมสรตัวอย่าง ได้รับการยกย่องว่ามีการบริหารจัดการเรื่องการเงินได้ดีที่สุด  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อปีที่แล้ว ประธานคนนี้ได้รับเลือกให้เป็นประธานกลุ่ม G14 ซึ่งเป็นกลุ่มทรงอิทธิพลมากในวงการฟุตบอล ที่ก่อตั้งขึ้นมาในปี 2000 โดยสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ในทวีปยุโรป 14 สโมสร ทำหน้าที่ตั้งป้อมเรียกร้อง กดดัน ต่อสู้ ฟาดฟันกับ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป ( UEFA ) และ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ( FIFA ) เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักฟุตบอลและสโมสรสมาชิก เช่น เรื่องการถูกเรียกตัวไปเล่นให้ทีมชาติแล้วได้รับบาดเจ็บ สหพันธ์ฟุตบอลของชาตินั้นๆก็ต้องจ่ายค่าเสียหายให้สโมสร เป็นต้น ซึ่งทันทีที่ โอลาส ได้รับเลือกเป็นประธานกลุ่ม เขาประกาศจะขยายวงสมาชิกออกไปให้กว้างกว่านี้ เอาให้ถึง 40 สโมสรเลย  แต่ในที่สุด กลุ่มนี้ก็สลายตัวไปเมื่อต้นปี 2008 นี่เอง หลังจากที่ UEFA ยอมประนีประนอมด้วยและปรับองค์กรด้วยการตั้งหน่วยงานดูแลรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวให้

                   ทันทีที่ ชีแอ็มอา เข้ารับหน้าที่ประธานโอแอ็ล เขาประกาศจะนำ โอแอ็ล เข้าสู่ยูโรเปียน คัพให้ได้ภายใน 4 ปี ซึ่งภายหลัง เขาออกมายอมรับว่า นั่นมันเป็นแผนการตลาด หวังเรียกศรัทธาแฟนบอลมากกว่าที่จะเป็นโครงการของแท้ของสโมสร  อย่างไรก็ตาม ลีอง ขึ้นชั้นกลับสู่ดิวิชัน 1 ในปี 1989 และ 2 ปีหลังจากนั้น ก็เป็นอย่างที่เขาคุยไว้จริงๆ คือ ลีอง ได้เข้าสู่ยูโรเปียน คัพ

                   ในปี 1999 โอลาส ชักชวนนายทุนเจ้าของบริษัทภาพยนตร์ ปาเต ( Pathe ) ของฝรั่งเศส เข้ามาหุ้นด้วย พร้อมกับเงินทุน 16 ล้านยูโร  และเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พอกฎหมายที่ห้ามสโมสรกีฬาเข้าตลาดหลักทรัพย์ถูกยกเลิก เขาก็นำ โอแอ็ล เข้าตลาดเพื่อระดมทุนในการสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ที่จุผู้ชมได้ถึง 60,000 ที่นั่ง

                   ในขณะที่ย้อนกลับไปดู โอแล็งปิก เดอ มาร์แซย ซึ่งบริหารโดย แบร์นาร์ ตาปี ตั้งแต่ปี 1986  คือเริ่มก่อน โอลาส เพียงปีเดียว แต่บริหารไป โกงไป ทำให้แม้ มาร์แซย จะเคยขึ้นถึงแชมป์ยุโรป ได้คะแนนนิยมจากแฟนบอลมากมาย เพราะตนเองเป็นนักการเมือง หวังผลทางการเมืองด้วย แต่ผู้คนก็ได้เห็นกันแล้วว่า แชมป์ที่ได้มานั้น มันมีที่มาอย่างไร และตัว แบร์นาร์ เองก็อยู่กับสโมสรได้แค่ถึงปี 1994 เท่านั้น ชีวิตมีแต่ติดคุกกับโดนฟ้องเละหลายเรื่อง  ความสำเร็จของ ลีอง ต่างจาก มาร์แซย มันเป็นก้าวที่ค่อยๆเยื้องย่างอย่างมั่นคงเป็นลำดับ ตลอดระยะเวลา 21 ปีที่ โอลาส เข้ามาคุมสโมสร ซึ่งตอนนี้เราก็คงเห็นความยิ่งใหญ่ของ โอแล็งปิก ลีอ็อนเน ที่กำลังจะมาถึงในระดับยุโรป หลังจากที่ผูกปีครองแชมป์ประเทศฝรั่งเศสเป็นของเล่นไปพลางๆก่อน สักวันครับ โอแล็งปิก ลีอ็อนเน จะเป็นแชมป์ยุโรป