|
EYE ON SPORTS โดย กษิติ
กมลนาวิน 4
มิถุนายน 2551
มนุษย์สายฟ้าแลบ ตอนแรก
ในโลกของเรานี้
นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
มีมนุษย์เพียงไม่กี่คนที่สามารถวิ่งระยะทาง 100
เมตรโดยใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาที
และเมื่อวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง
ที่นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา สุดยอดลมกรดต่ำกว่า 10
วินาทีคนล่าสุดก็เพิ่งเผยโฉมออกมา
พร้อมกับการสร้างสถิติใหม่สดๆร้อนๆ 9.72 วินาที
เขาคือ อุสเซน โบลท์ ( Usain Bolt )
นักกรีฑาชาวจามายกา เจ้าของฉายา
เจ้าสายฟ้าแลบ ( The Lightning Bolt )
ซึ่งบัดนี้เขากลายเป็นมนุษย์ที่วิ่งเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์โลกไปแล้ว
การบันทึกสถิติโลกในกรีฑานั้น
ดังที่รู้กันอยู่แล้วว่า ทางสหพันธ์กรีฑานานาชาติ (
International Association of Athletics Federations
หรือ IAAF ) ต้องเป็นผู้ให้การรับรอง
องค์กรนี้ได้ถูกก่อตั้งขึ้น พร้อมๆกับการประชุมกันในหมู่สมาคมกรีฑาจาก
17 ประเทศที่กรุงสต็อคโฮล์ม ประเทศสวีเดนในปี
1912 โดยมีมติให้ไปจัดตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงลอนดอน
ประเทศอังกฤษ ตอนนั้นยังใช้ชื่อว่า สหพันธ์กรีฑาสมัครเล่นนานาชาติ (
International Amateur Athletics Federation )
และสมัยนั้น
เขายังห้ามนักกรีฑาสมัครเล่นรับผลประโยชน์เป็นเงินทั้งสิ้น
แต่ต่อมาในปี 1982
ทางสหพันธ์ฯได้เปลี่ยนแปลงกฎบางข้อ
ซึ่งมีผลให้นักกรีฑามีสิทธิ์รับเงินค่าตอบแทนอันเกิดจากการเข้าร่วมการแข่งขันในระดับนานาชาติได้
ระหว่างนั้นในปี 1993
สหพันธ์ฯก็ได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาตั้งอยู่ที่ราชรัฐโมนาโก จนถึงปี
2001 ก็ได้โอกาสเปลี่ยนชื่อสหพันธ์ฯ
โดยถอดคำว่า สมัครเล่น ออกไป แล้วแทนด้วยคำที่ขึ้นต้นด้วยตัว A
เหมือนกันคือ Association
จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนตัวย่อ
นั่นจึงกลายมาเป็นชื่อสพพันธ์ฯที่ผมกล่าวไปแล้ว ส่วนเรื่องตัวย่อนั้น
ถ้าเป็นภาษาอังกฤษอ่านว่า อายเอเอเอ็ฟ ส่วนภาษาฝรั่งเศสจะเรียกว่า
อีเดอซาแอ็ฟ ( I2AF )
เมื่อเริ่มมีการบันทึกสถิติการแข่งขันกรีฑาประเภทลู่กันในปี
1912 นั้น
การจับเวลาในระยะแรกยังใช้กรรมการถือนาฬิกากดปุ่มเม็ดมะยมเอาดื้อๆอยู่เลย
เป็นแบบ แมนนวล ( Manual )
ต่อมามีเครื่องจับเวลาทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ จนในปี 1977
ถ้าจะให้ IAAF รับรองสถิติ
ก็ต้องใช้ระบบอีเล็คโทรนิคส์ในการจับเวลาเท่านั้น ยิ่งในปัจจุบัน
มีการติดตั้งระบบตรวจจับที่เรียกว่า เซนเซอร์ ( Sensor
) ตรงจุดออกสตาร์ทและเส้นชัย เชื่อมต่อกับระบบจับเวลา
แถมมีกล้องถ่ายภาพความเร็วสูงระบบดิจิตอลที่เรียกว่า Digital
Line-Scan Camera ติดตั้งเอาไว้อีก
ซึ่งเจ้ากล้องที่ว่านี้สามารถแสดงภาพพร้อมเส้นแบ่งตั้งแต่ 100
ถึง 10,000
เส้นในช่วงวินาทีใดก็ได้ที่เกิดความสงสัยอยากพิสูจน์ให้รู้ชัดกันไปเลยว่าใครเหนือกว่าใคร
นั่นแสดงว่า ระบบจับเวลาที่ว่านี้ก็สามารถบันทึกเวลาได้ละเอียดถึง
1 ส่วน 10,000
วินาทีด้วยซ้ำไป แต่ทาง IAAF
ให้แสดงผลอย่างเป็นทางการเพียง 1 ส่วน
100 วินาทีเท่านั้น รวมความแล้วระบบนี้เรียกว่า
การจับเวลาอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ ( Fully Automatic Timing
หรือ FAT )
เรื่องของกระแสลมก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันกรีฑาด้วยเหมือนกัน
เพราะหากมีกระแสลมมาจากทางด้านหลังของนักวิ่ง ซึ่งเรียกว่า ลมส่งท้าย
ถ้าพัดแรงมาก ลมจะช่วยผลักนักวิ่งให้ไปเร็วกว่าปกติ ในทางตรงกันข้าม
กระแสลมที่พัดสวนทางกับนักวิ่ง ซึ่งเรียกว่า ลมต้าน
กลับทำให้นักวิ่งทำผลงานได้ช้ากว่าที่เคย ดังนั้น
เขาจึงมีเครื่องวัดอัตราความเร็วลม
เพื่อช่วยให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขัน โดยมีหน่วยวัดเป็น
เมตรต่อวินาที ( m/s )
เจ้าเครื่องนี้จะถูกตั้งไว้ที่ข้างช่องวิ่งที่ 1
ที่ระยะ 50 เมตรก่อนถึงเส้นชัย
และเริ่มวัดอัตราความเร็วลมเมื่อมีประกายไฟของปืนสตาร์ทหรือเครื่องปล่อยตัวนักวิ่ง
ซึ่งการวัดอัตราความเร็วลมในการแข่งขันก็ยังมีความแตกต่างกัน
ขึ้นอยู่กับประเภทของการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น รายการวิ่ง 100
เมตร เขาจะวัดเป็นเวลา 10
วินาที แต่สำหรับรายการวิ่ง 200 เมตร
อัตราความเร็วลมจะเริ่มวัดกันเมื่อลมกรดคนแรกวิ่งเข้าสู่ช่วงทางตรง
และวัดเป็นเวลา 10 วินาที เป็นต้น
สิ่งที่สำคัญก็คือ ในรายการวิ่งระยะสั้น จนถึงรายการวิ่ง 200
เมตร ถ้ามีลมส่งท้ายที่มีอัตราความเร็วมากกว่า
2 เมตรต่อวินาที สถิตินั้นจะไม่ได้รับการยอมรับ
นี่เป็นการเตรียมความรู้สำหรับการชมกีฬาให้สนุก โดยเฉพาะ โอลิมปิค
เกมส์ 2008 ที่กรุงเป่ยจิง
ประเทศจีนที่กำลังจะมาถึงในอีกเพียง 2
เดือนข้างหน้าแล้ว สัปดาห์หน้า เราจะมาดูกันนะครับว่า
นักกรีฑาคนไหนวิ่ง 100 เมตรได้เร็วกว่า
10 วินาทีกันบ้าง ผมขอเรียนท่านผู้อ่านไว้ก่อนว่า
ลมกรดจ้าวพายุพวกนี้มีหลายสิบคนอยู่เหมือนกัน
แต่ผมจะขอคัดเอาเฉพาะคนที่ทำลายสถิติเดิมเท่านั้น
สัปดาห์หน้ามาว่ากันต่อครับ
EYE ON SPORTS โดย กษิติ
กมลนาวิน 11
มิถุนายน 2551
มนุษย์สายฟ้าแลบ bis
วันนี้เราจะมาดูกันครับว่า
นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีมนุษย์คนไหนวิ่ง 100
เมตรได้เร็วกว่า 10 วินาทีบ้าง
ซึ่งผมคัดเอาเฉพาะคนที่สร้างสถิติใหม่ ทำลายสถิติเดิม
และไม่ติดข้อหาใช้สารกระตุ้นนะครับ เริ่มตั้งแต่ก่อนปี 1977
ที่ยังใช้ระบบแมนนวลกันอยู่ จิม ฮายน์ส (
Jim Hines )
นักกรีฑาชาวสหรัฐทำเวลาเอาไว้ที่ 9.9 วินาที
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1968
ที่ซาคราเมนโต แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
ถือเป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่วิ่ง 100
เมตรได้เร็วกว่า 10 วินาที หลังจากนั้นไม่ถึง
3 เดือน คือวันที่ 14
ตุลาคม 1968 หมอนี่ก็ไปคว้าเหรียญทองรายการวิ่ง
100 เมตรชายในโอลิมปิค เกมส์ที่ประเทศเม็กซิโก
ด้วยเวลา 9.95 วินาที ซึ่งที่เม็กซิโกนั้น
เขาเริ่มใช้ระบบจับเวลาอีเล็คโทรนิคส์ คือระบบ FAT
แล้ว ฮายน์ส ครองความเป็นเจ้าแห่งความเร็วยาวนานร่วม
15 ปี
กว่าจะมีมนุษย์คนใหม่บังอาจมาทำลายสถิติของเขา นั่นคือ แคลวิน สมิธ (
Calvin Smith ) ลมกรดเพื่อนร่วมชาติ ด้วยเวลา
9.93 วินาที เมื่อวันที่ 3
กรกฎาคม 1983 ที่คอลโลราโด สหรัฐอเมริกา
แคลวิน สมิธ ยืนหล่ออยู่ได้
5 ปี ก็ถูก คิง คาร์ล
หรือ คาร์ล ลูอิส ( Carl Lewis
) ลมกรดสหรัฐฯ ทำลายสถิติด้วยเวลาที่เร็วกว่าเพียง 1
ส่วน 100 วินาทีเท่านั้น
นั่นคือ 9.92 วินาทีในโอลิมปิค เกมส์ที่กรุงโซล
ประเทศเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 24 กันยายน
1988 ซึ่งการแข่งขันวิ่ง 100
เมตรชาย
รอบชิงชนะเลิศคราวนั้นเป็นอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์กรีฑาที่โลกต้องจดจำ
โดย 2 สุดยอดลมกรดของโลกโคจรมาพบกัน คนหนึ่งคือ
เบน จอห์นซัน ( Ben Johnson ) นักวิ่งแคนาดา
เชื้อสายจามายกา กับ คาร์ล ลูอิส จากสหรัฐฯ
นี่ถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีในโลกกรีฑา ซึ่งการแข่งขันจบลงโดย เบน
จอห์นซัน เข้าเส้นชัยก่อนด้วยเวลา 9.79 วินาที
พร้อมกับชูนิ้วชี้มือขวาขึ้นขณะที่หันหน้าไปมองเย้ย คาร์ล ลูอิส
ในช่องวิ่งทางซ้ายของเขาซึ่งตามมาเป็นอันดับที่ 2
ด้วยเวลา 9.92 วินาที วันรุ่งขึ้น โทรอนโท
สตาร์ ( Toronto Star )
หนังสือพิมพ์ของแคนาดาลงพาดหัวสดุดีชัยชนะของ เบน และขนานนามเขาว่า
Benfastic คำนี้คงจะเอาชื่อ Ben
มาผสมกับคำว่า fantastic
ที่แปลว่า มหัศจรรย์ กระมัง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่ออะไรมันดูดีไปหมด เบน
ถือโอกาสคุยทับซะอีกว่า
นี่ถ้าจังหวะตอนเข้าเส้นชัยนั้น ผมไม่ชูมือขึ้น
เวลาที่ออกมาจะเร็วกว่านี้อีกนะครับ
ถึงแม้ว่าเวลา 9.79
ที่ เบน จอห์นซัน ทำได้จะเป็นการสร้างสถิติใหม่
แต่ถัดจากนั้นเพียง 3 วัน
ผลการตรวจตัวอย่างปัสสาวะของเขา พบว่ามีสารสตาโนโซลอล (
Stanozolol ) ซึ่งเป็นสารต้องห้าม
ทำให้ชัยชนะถูกเพิกถอน เบน ถูกริบเหรียญคืน
แล้วมีการเลื่อนอันดับรองลงไปขึ้นมาแทนที่ นี่เองจึงเป็นเหตุให้ คิง
คาร์ล ได้เหรียญทอง และเวลา 9.92 วินาทีของเขา
ซึ่งดีกว่าเวลาของ แคลวิน สมิธ ก็กลายเป็นสถิติใหม่
ลมกรดคนต่อมาที่สร้างสถิติใหม่ก็ยังเป็นชาวสหรัฐฯ นั่นคือ ลีรอย
เบอร์เรล ( Leroy Burrell ) เขาทำไว้ที่
9.90 วินาทีเมื่อวันที่ 14
มิถุนายน 1991 ที่นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา
ซึ่งหลังจากนั้นราว 2 เดือนเศษ คิง คาร์ล
ก็กลับมาทวงความเป็นจ้าวลมกรดของโลกด้วยการทำสถิติใหม่อีกครั้งด้วยเวลา
9.86 วินาทีที่กรุงโตเกียว
ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม
1991 ก่อนที่ เบอร์เรล จะแซงกลับคืนได้ในอีก 3
ปีต่อมาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 1994
ที่เมืองโลซาน ประเทศสวิสด้วยเวลา 9.85
วินาที
อีก 2
ปีต่อมา ในโอลิมปิค เกมส์ที่เมืองแอตแลนตา จอร์เจีย สหรัฐอเมริกา
งานเดียวกับที่ สมรักษ์ คำสิงห์
คว้าเหรียญทองเหรียญแรกในประวัติศาสตร์ให้กับประเทศไทยจากมวยสากล
รุ่นเฟเธอร์เวท 57 กิโลกรัม โดโนแวน เบลีย์ (
Donovan Bailey )
นักวิ่งแคนาดาก็บุกไปพังสถิติคว้าเหรียญทองในรายการวิ่ง 100
เมตรชายได้สำเร็จด้วยเวลา 9.84
วินาทีเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1996
นี่ถือเป็นนักวิ่งที่ไม่ใช่ชาวสหรัฐฯคนแรกเลยตั้งแต่เริ่มยุคของการจับเวลาแบบ
FAT ที่ก้าวเข้าสู่ทำเนียบลมกรด 100
เมตรชายที่เร็วกว่า 10 วินาที
เพราะแม้ เบน จอห์นซัน นักวิ่งรุ่นพี่จะเคยทำได้ถึง 2
ครั้ง แต่ก็ถูกเพิกถอนไปหมดด้วยข้อหาใช้สารกระตุ้น
สัปดาห์หน้าถึงตอนจบแล้วครับ
เราจะมาดูกันว่า ลมกรดคนใดทำเวลายิ่งเร็วขึ้นอีกจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนั้น ขอแถมด้วยกฎเกณฑ์
วิธีการของกรีฑาในการจัดวางนักวิ่งลงในช่องวิ่งต่างๆว่า เขาทำอย่างไร
เมื่อเรารู้ตรงนี้ก็จะเข้าใจและชมกีฬาสนุกขึ้นเยอะเลย สัปดาห์หน้าครับ
EYE ON SPORTS โดย กษิติ
กมลนาวิน 18
มิถุนายน 2551
มนุษย์สายฟ้าแลบ ตอนจบ
หลังจากที่เราได้เห็นนักวิ่ง
100 เมตรทำความเร็วน้อยกว่า 10
วินาที และน้อยกว่า 9.90
วินาที
ค่อยๆไล่เรียงมาเป็นลำดับพร้อมๆกับความเจริญพัฒนาของเทคโนโลยีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ทั้งวิทยาศาสตร์การกีฬา เครื่องมือที่ทันสมัยขึ้น
ตลอดจนเทคนิคใหม่ๆในการฝึกซ้อมก็มีส่วนช่วยทำให้มนุษย์พัฒนาสมรรถนะสูงขึ้น
วิ่งได้เร็วขึ้น ยิ่งวันผลงานในการแข่งขันกรีฑาก็จะยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ
วันที่ 16
มิถุนายน 1999 สถิติเดิม 9.84
วินาทีของ โดโนแวน เบลีย์
ลมกรดขวัญใจชาวแคนาดาก็ถูกทุบทิ้ง และการวิ่ง 100
เมตรชายก็กระเถิบข้ามเส้นมาสู่การทำเวลาน้อยกว่า
9.80 วินาที โดย โมริส กรีน ( Maurice
Greene ) นักวิ่งสหรัฐฯทำได้ 9.79
วินาทีที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ หลังจากนั้น
ความจริง ทิม มอนท์โกเมอรี ( Tim
Montgomery )
นักวิ่งสหรัฐฯอีกคนก็โผล่ขึ้นมาเป็นตัวละครสร้างความหวือหวาให้วงการกรีฑาได้พักหนึ่ง
เขาทำเวลาดีขึ้นอีกเป็น 9.78 วินาทีที่กรุงปารี
ประเทศฝรั่งเศสในปี 2002 แต่อันนี้ไม่นับ
เพราะดันถูกจับสารกระตุ้นซะก่อน ซึ่งภายหลังชีวิตหมอนี่เละเทะไปกันใหญ่
เจอทั้งคดีฟอกเงินใช้เช็คปลอม และยาเสพติด
นับจากการทำสถิติของ โมริส กรีน
เวลาผ่านไป 6 ปี วันที่ 14
มิถุนายน 2005 ที่กรุงเอเธนส์
ประเทศกรีซ ที่เดียวกันนี้แหละที่ อาซาฟา พาวล์ ( Asafa Powell
) ลมกรดจามายกา ควบเข้าเส้นชัยที่ 9.77 วินาที
เป็นสถิติใหม่ขึ้นมาอีก นักวิ่งคนนี้ฟอร์มกำลังเฮี้ยน ในปีรุ่งขึ้น
เขาไล่กวาดแชมป์วิ่ง 100 เมตรชายมาหมด
ไม่ว่าจะเป็น บิสเลท เกมส์ ( Bislett Games
) ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ มีททิง กาซ เดอ ฟร็องซ์ (
Meeting Gaz de France )
ที่เมืองแซงต์ เดอนี ประเทศฝรั่งเศส โกลเดน กาลา ( Golden Gala
) ที่กรุงโรมา ประเทศอิตาลี เวลท์คลาสเซอ ซูริค (
Weltklasse Zόrich )
ที่เมืองซูริค ประเทศสวิส เมโมริอาล อีโว ว็อง ดาม (
Memorial Ivo Van Damme
) ที่กรุงบรุกเซล ประเทศเบลเยียม รวมทั้ง อิเอสเทอาเอฟ ( ISTAF
) ที่กรุงแบร์ลีน ประเทศเยอรมนี ซึ่งทั้งหมด 6
รายการนี้ เป็นรายการชิงรางวัลโกลเดน ลีก ส่งผลให้
อาซาฟา ได้รับเงิน 500,000 ดอลลาร์ไปแบ่งกันกับ
เจเรมี วอรีเนอร์ ( Jeremy Wariner ) และ ซันญา
ริชาร์ดส ( Sanya Richards ) 2
ลมกรด 400 เมตรชายหญิงจากสหรัฐฯที่ได้แชมป์ครบ
6 รายการเช่นกัน หาร 3
ก็ได้คนละ 16,666 ดอลลาร์
บวกกับเงินรางวัลอีกก้อน มูลค่า 500,00 ดอลลาร์
ที่ต้องแบ่งกันในระหว่างพวกแชมป์ 5
รายการขึ้นไปอีก ซึ่งมี 6 คน เป็นเงินคนละ
83,333 ดอลลาร์ และปีที่แล้วนี้เอง วันที่
9 กันยายน 2007 อาซาฟา
เบิ้ลสถิติของตนเองที่เมืองริเอตี ประเทศอิตาลีด้วยเวลา 9.74
วินาที
นั่นเป็นทั้งหมดที่เกิดขึ้น
ก่อนที่วันนี้เราจะมี เจ้าสายฟ้าแลบ
อุสเซน โบลท์ ( Usain Bolt )
นักวิ่งจากจามายกาอีกคน ที่เป็นเจ้าของสถิติโลกคนปัจจุบัน 9.72
วินาที ซึ่งเพิ่งทำไว้ในรายการ รีบ็อค คลาสสิค
ที่นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 31
พฤษภาคม 2008 โดยมีแรงลมส่งท้าย +1.7
เมตรต่อวินาที อุสเซน ซึ่งอายุกำลังจะครบ 22
ปีในวันที่ 21 สิงหาคมนี้
ความจริงถนัดการวิ่งระยะ 200 เมตรมาก่อน
แต่ก็ใฝ่ฝันอยากลงแข่งรายการ 100 เมตรชาย
ซึ่งถือว่าเป็นรายการที่พิสูจน์ความเป็นมนุษย์ที่เร็วที่สุดในโลก
แถมผู้คนทั่วโลกยังให้ความสนใจเป็นพิเศษมากกว่ารายการอื่นๆ
เขาเฝ้าขอร้อง เกลน มิลส์ ( Glen Mills )
ผู้เป็นโค้ช เพื่อให้ได้โอกาสวิ่งในรายการ 100
เมตร ซึ่ง เกลน บอกว่า เอ็งวิ่งระยะ 200
เมตรไปเถอะ แล้วถ้าทำเวลาได้ต่ำกว่า 19.80
วินาทีก็จะยอมให้วิ่งระยะ 100 เมตร
แล้วในที่สุด อุสเซน ก็ทำได้ 19.75 วินาทีในปี
2007 ทำให้เขาได้ทำตามฝัน
คนนี้แหละครับที่เป็นตัวเก็งเหรียญทองโอลิมปิค เกมส์ 2008
ที่กรุงเป่ยจิง ประเทศจีน
พูดถึงการแข่งขันกรีฑาประเภทลู่ที่มีรายการวิ่งระยะต่างๆนั้น
ผมอยากจะเรียนท่านผู้อ่านว่า ถ้าเป็นรายการวิ่ง 100
เมตร ถึง 800 เมตร
และรายการวิ่งผลัดไม่เกิน 4X400 เมตรละก็
เขามีวิธีจัดวางตัวนักวิ่งลงในช่องวิ่งต่างๆ โดยการจับสลาก
แต่ก็ไม่ใช่การจับสลากอย่างไร้ทิศทางซะทีเดียวคือ
ในรอบแรกจับสลากเลือกช่องวิ่งด้วยสิทธิ์เสมอภาคกันทุกคน
แต่พอเข้ารอบต่อไป นักวิ่งทั้ง 8 คนหรือ
8
ทีมจะถูกเรียงลำดับจากเวลาดีที่สุดไปหาเวลาที่เห่ยที่สุดก่อน แล้วให้
4 อันดับแรกมาจับสลากเลือกช่องวิ่งที่ 3, 4, 5
และ 6 นั่นคือช่องใน ส่วนอีก
4 อันดับต่ำสุดที่เหลือ
ก็มาจับสลากเลือกช่องวิ่งที่อยู่ด้านนอกคือ ช่องวิ่งที่ 1, 2, 7
และ 8
จากวิธีการจัดวางนักกรีฑาลงในช่องวิ่งดังกล่าว
เราจะเห็นว่าเคล็ดลับในการชมการแข่งขันกรีฑาประเภทลู่นั้น
ถ้าไม่ใช่รอบแรกหรือรายการที่มีแข่งเพียงรอบเดียว
ก็ต้องคอยจับตาดูลมกรดที่อยู่ในช่องกลางๆให้ดี
พวกนี้มักเป็นตัวเก็งอยู่ในข่ายที่จะคว้าชัย
ในขณะที่นักกรีฑาที่อยู่ในช่องด้านนอก แม้ว่าจะมีโอกาสอยู่บ้าง
แต่ก็น้อยเต็มที เพราะสถิติที่แต่ละคนทำได้มันฟ้องชัดๆ
|